เหนื่อยมั้ยที่ต้องเก่งตลอดเวลา? มาดูวิธีรักตัวเองแบบอบเค้ก

how-to-love-yourself
เซ็ตคนคลั่งรักวาเลนไทน์
ซื้อสินค้าผ่าน Shopee (ลิงก์พาร์ทเนอร์-ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)

คนจำนวนมากยอมติดกับดักอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ แต่เพราะสับสนระหว่าง ความคุ้นเคยกับความปลอดภัย วิธีรักตัวเองจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณควรทำความเข้าใจ หากคุณกำลังสงสัยว่าความรักที่แท้จริงคืออะไร? หรือวิธีจัดการกับความเหงาไม่มีแฟนทำยังไง? bansurvival จะพาคุณทำความเข้าใจจิตวิทยาความรัก, ความรักที่แท้จริงในโลกของความเป็นจริง (real-world love) ว่าทำไมอยู่ลำพังแล้วยังทนความเหงาไม่ได้และกฎแรงดึงดูดความรักที่ดีเพื่อก้าวข้าม toxic relationship ไปสู่การมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (emotional maturity) ซึ่งบอกคุณได้เลยว่า ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนพล็อตซีรีส์เกาหลีที่โรแมนติกหวือหวาตลอดเวลาแน่นอน!

กำไลของขวัญวาเลนไทน์
ซื้อสินค้าผ่าน Shopee (ลิงก์พาร์ทเนอร์-ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
ความรักที่แท้จริงคืออะไรและหน้าตาเป็นแบบไหน?

คุณจะได้สำรวจความลับของจิตใจตัวเองแบบเจาะลึก ได้รู้สึกถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการเลือกคู่ชีวิตและการโอบรับทุกความรู้สึกเพื่อเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ที่สามารถกำหนดความสุขของตัวเองได้ โดยไม่ต้องรอคอยให้ใครมาเติมเต็มให้ ดีมะ!

เนื้อหาที่กำลังอ่าน

1. วิธีรักตัวเองสำหรับคนมีคู่ชีวิต เพื่อความรักที่แท้จริงและการพึ่งพาอาศัยกัน

คู่รักที่มีความเห็นอกเห็นใจตัวเองสูง (self-compassion) และรู้จักวิธีรักตัวเอง มีแนวโน้มก้าวข้ามความขัดแย้งได้ดีกว่า เพราะเมื่อต่างคนต่างไม่ต้องคอยตั้งการ์ดปกป้องอีโก้ของตัวเอง ก็จะสามารถรักอีกฝ่ายได้มากกว่าและมีความมั่นคงขึ้นมากกว่าเดิม โดยความรักที่แท้จริงจะเกิดเพราะความสงบสุข ที่เกิดจากความปลอดภัย, การเลือกซ้ำๆ, การเติบโตและความเคารพซึ่งกันและกัน นี่เป็นสัญญาณความสัมพันธ์ที่ดีที่คุณสร้างได้เอง

แต่ความจริงที่จิตแพทย์มักเจอก็คือ สมองของคนเราอาจยังสับสนระหว่างความตื่นเต้นหลงใหลกับความรู้สึกปลอดภัย ทำให้หลายครั้งคิดไปเองว่า อาการใจสั่น (adrenaline/ anxiety) คือความรัก (oxytocin/safety) แต่จริงๆ แล้ว นี่อาจเป็นเพียงสัญชาตญาณเตือนภัยลึกๆ ว่าความสัมพันธ์นี้กำลังทำให้คุณสูญเสียความเป็นตัวเองไปอย่างช้าๆ ก็ได้

4 ทฤษฎีความรักที่ไม่ใช่แค่ความเพ้อฝัน แต่คือความรักที่แท้จริง!

การเข้าใจทฤษฎีความรักให้มากขึ้น คือ จุดเริ่มต้นวิธีรักตัวเอง ที่ทำให้คุณเลิกยอมรับมาตรฐานความรัก ที่ให้ได้แค่ความรู้สึกผิวเผิน, มาตรฐานแบบขั้นต่ำที่สุด, อย่างน้อยที่สุดหรือแค่ผ่านเกณฑ์ ถ้าคุณสงสัยว่าความรักที่แท้จริงมีหน้าตาเป็นแบบไหน? หรือจะรู้ได้ยังไงว่าเขาคือคนที่ใช่? คำถามเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่พาคุณย้อนกลับมาหาคำถามที่ถูก ว่ารักตัวเองเริ่มต้นยังไง? และรักตัวเองเพื่อดึงดูดคนดีๆ เขาทำกันยังไง? เพื่อให้คุณได้เจอความรักที่แท้จริงที่ดีต่อใจคุณจริงๆ! แต่ก่อนจะไปเจาะลึกมากกว่านี้ คุณควรสร้างเกราะป้องกันเพื่อไม่ให้คุณตกหลุมพรางของความหวังจากความรักปลอมๆ (false love hope) หรืออาการคลั่งรักชั่วคราว (limerence) ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นความรักแท้ แต่กลับดูว่างเปล่าในตอนสุดท้าย ในตอนนี้อยากให้คุณได้ตรวจสอบความผูกพันที่กำลังเกิดขึ้นว่า นี่คือความสัมพันธ์ที่แข็งแรงและมีวุฒิภาวะทางความรัก (high-value relationship) หรือไม่? เพราะความรักที่ดีมักจะมาในรูปแบบเหล่านี้

1.1. จุดเริ่มต้นวิธีรักตัวเองและความสัมพันธ์ที่ดี เริ่มจากพื้นที่ปลอดภัย (a safe space)

จุดเริ่มต้นวิธีรักตัวเองและความสัมพันธ์ที่ดี คือ พื้นที่ปลอดภัย (safe space) ที่คุณสามารถถอดตัวตนทุกอย่างออก แม้จะผมยุ่ง, หน้าสดหรือกำลังร้องไห้ฟูมฟาย คุณก็ยังรู้สึกว่าปลอดภัยที่จะอ่อนแอได้ โดยไม่กลัวว่าจะถูกตัดสินหรือถูกทอดทิ้ง 

พื้นที่แห่งความปลอดภัย (emotional safe haven) ที่คู่รักมอบให้ คือ การจบวันทำงานที่แสนจะเหนื่อยล้า แล้วยังรู้ว่ามีพื้นที่หนึ่งบนโลกที่ไม่ต้องพยายามเป็นคนเก่ง, ไม่ต้องดูดีเพอร์เฟกต์ตลอดเวลาและสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อคู่รักมองเห็นด้านที่อ่อนแอของคุณ แล้วเขาไม่ใช้เป็นอาวุธกลับมาทำร้ายคุณ แต่เขาเลือกใช้ความเข้าใจและความอ่อนโยนมาโอบกอดคุณเอาไว้แทน

1.2. จุดเริ่มต้นวิธีรักตัวเองและความรักที่แท้จริง เป็นการเลือกซ้ำๆ (a daily choice)

จุดเริ่มต้นวิธีรักตัวเองและความรักที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกใจเต้นแรงตอนจีบกันใหม่ๆ และไม่ใช่การตกลงเป็นแฟนหรือการแต่งงานแค่ครั้งเดียวแล้วจบ แต่คือ การตัดสินใจที่จะเลือกคนๆ นี้เสมอ แม้ในวันที่เขาไม่น่ารัก, เลือกเขาอีกครั้งแม้ในวันที่ทะเลาะกันและยังคงเป็นเขาเสมอ แม้ในวันที่ตารางชีวิตวุ่นวายสุดๆ การที่ยังคงเลือกคนๆ นี้หรือต่างคนต่างเลือกกันซ้ำๆ ทุกวัน (the daily commitment) คือ การบอกรักที่จริงใจ ที่แปลว่าเขาไม่ได้อยู่กับคุณแค่เพราะหน้าที่ แต่เพราะเขาอยากที่จะมีคุณอยู่ในชีวิตจริงๆ ซึ่งต่างจาก toxic relationship โดยสิ้นเชิง คุณว่างั้นมั้ย?

1.3. จุดเริ่มต้นวิธีรักตัวเองและสัญญาณความสัมพันธ์ที่ดี เกี่ยวกับการเติบโต (mutual growth)

จุดเริ่มต้นวิธีรักตัวเองและสัญญาณความสัมพันธ์ที่ดี คู่รักของคุณจะไม่พยายามเปลี่ยนคุณให้เป็นคนอื่น, ไม่คาดหวังว่าคุณต้องสมบูรณ์แบบและไม่ทำให้โลกของคุณแคบลง แต่ความรักที่แท้จริงจะจับมือแล้วเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน (mutual expansion) รดน้ำพรวนดินและเป็นปุ๋ยให้กันและกัน อยากให้คุณมีพื้นที่เป็นของตัวเอง ได้ขยายโลกของคุณให้กว้างขึ้น ซึ่งเขาจะคอยสนับสนุน, ให้อิสระต่อความฝันของคุณและรู้สึกภูมิใจเวลาเห็นคุณเติบโตและประสบความสำเร็จโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าลง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่การเป็นกรรไกรที่คอยตัดแต่งกิ่งให้กลายเป็นรูปทรงที่เขาต้องการให้เติบโต นี่แหละคือ การพึ่งพาอาศัยกัน (interdependence)

1.4. จุดเริ่มต้นวิธีรักตัวเองและกฎแรงดึงดูดความรัก แก่นแท้คือ ความเคารพ (deep respect)

จุดเริ่มต้นวิธีรักตัวเองและกฎแรงดึงดูดความรัก คือ การให้เกียรติกันทั้งในความคิด, การตัดสินใจและขอบเขตของกันและกัน นี่คือจุดตัดที่แยกความรักที่แท้จริงออกจากความหลงใหลชั่วคราว

ความเคารพ (the core of esteemed regard) จึงไม่ใช่แค่การซื้อของแพงๆ ให้ แต่คือ การเคารพตัวตน, เคารพขอบเขต (boundaries) และเคารพการตัดสินใจของคุณ เมื่อมีความเคารพเป็นพื้นฐาน การให้เกียรติกันทั้งต่อหน้าและลับหลังจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

หากคุณต้องอยู่ในความสัมพันธ์ที่ปราศจากความเคารพหรืออีกฝ่ายไม่ให้ค่าในสิ่งที่คุณให้ค่า สิ่งนี้จะค่อยๆ กัดกินตัวตนของกันและกันไปเรื่อยๆ ทุกคำตำหนิหรือทุกความรู้สึกที่ขัดขวางความชอบของคุณ อาจทำให้คุณจำไม่ได้ว่า ความฝันของตัวคุณเองคืออะไรกันแน่? การเลือกความปลอดภัยและความเคารพซึ่งกันและกันในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การรักษาความรัก แต่คือการรักษาตัวตน (preserving self-identity) ของคุณเอาไว้ด้วย ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แพงที่สุดในชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง

2. วิธีรักตัวเองที่แท้จริงสำหรับคนโสด (true self-love) หรือโสดแบบมีคนคุย

หลายคนเข้าใจผิดว่าการรักตัวเอง คือ การไปสปา, ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมหรือการอัปเกรดสกินแคร์ (นั่นเรียกว่า self-care หรือการดูแลตัวเอง ซึ่งก็สำคัญ) แต่ยังไม่ใช่ self-love หรือวิธีรักตัวเองที่แท้จริง! และหลายคนที่เคยบอกว่ารักตัวเอง ก็ยังไม่กล้าขีดเส้นขอบเขต เพราะกลัวคนอื่นจะเกลียดจนลืมที่จะรักตัวเองไปบ้าง แต่เชื่อมั้ยว่า คนจะให้เกียรติและเกรงใจคนที่กล้าพูดคำว่าไม่ มากกว่าคนที่ยอมตกลงทุกอย่างเสมอ แล้วทำยังไงให้กลับมารักตัวเอง? หรือวิธีสร้างความมั่นใจในตัวเองต้องทำแบบไหน? มาร่วมเดินทางค้นหาความสุขจากข้างในไปกับ bansurvival จะได้เปลี่ยนความเหงาที่กัดกินหัวใจให้กลายเป็นพลังและความมั่นใจได้อีกครั้ง ได้ไขข้อสงสัยว่ารักตัวเองให้เป็นทำยังไง? และนี่คือคำตอบที่จะเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ ได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูบานแรกที่จะไขเข้าสู่สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ แต่ต้องขอบอกคุณก่อนว่า บางครั้งการรักตัวเองหน้าตาไม่ได้สวยงามเลยนะ คุณยังจะกล้าไปต่อมั้ย?

2.1. วิธีรักตัวเองด้วยการกล้าขีดเส้นขอบเขต (setting boundaries)

วิธีรักตัวเอง จำง่ายๆ ทุกอย่างต้องไม่เบียดเบียนความสุขของคุณ การรักตัวเองคือ การกล้าพูดคำว่าไม่, กล้าเดินออกมาจากความสัมพันธ์ที่ทำให้คุณรู้สึกไม่มีค่าหรือก้าวออกมาจากความรู้สึกที่ก็ไม่ได้แย่นะ แต่ก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ ต่อจากนี้จะเป็นเรื่องของการเคารพคุณค่าในตัวเอง สำหรับคนจิตใจดีหลายคนที่อาจสับสนระหว่างคำว่า การให้อภัยกับการอนุญาตให้เขาทำร้ายคุณซ้ำๆ การขีดเส้นขอบเขต (setting boundaries) เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งนี่ไม่ได้แปลว่าคุณโกรธ, เกลียดหรือไม่ให้อภัยเขาเลย หากคุณกำลังหาวิธีตั้งขอบเขตกับแฟนโดยไม่ทะเลาะกันหรืออยากรักตัวเองให้มากขึ้น ควรเรียนรู้วิธีตั้งขอบเขตความสัมพันธ์ผ่านการสื่อสารด้วยความเมตตาแต่เด็ดขาดแบบนี้

  • การให้อภัย (forgiveness) ทำเพื่อรักษาใจคุณเอง เพราะการให้อภัยคือการที่คุณบอกกับตัวเองว่า คุณจะไม่แบกความรู้สึกนี้ให้หนักใจอีกแล้ว คุณเลือกให้อภัยเพื่อปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ
  • ขอบเขต (boundaries) ทำเพื่อปกป้องคุณค่าของคุณ ถ้าการให้อภัยคือการเคลียร์ความรู้สึกในอดีต ในส่วนของขอบเขตก็คือ การปกป้องปัจจุบันและอนาคต ที่เหมือนกับคุณสร้างรั้วขึ้นมา แล้วเลือกได้ว่า จะเปิดประตูให้ใครสามารถเข้ามาในชีวิตคุณได้บ้าง เข้าใจมะ? 
  • วิธีมูฟออนจากความสัมพันธ์แย่ๆ คือ ให้อภัยได้ แต่ไม่จำเป็นต้องให้พื้นที่เท่าเดิม (forgiveness ≠ access) นี่คือสุดยอดศิลปะของการเคารพตัวเอง คุณมีสิทธิ์เต็มที่เลยนะ ที่จะไม่อนุญาตให้คนที่ไม่เคารพคุณกลับเข้ามาอยู่ในจุดเดิมหรือใครก็ตามที่ให้ความสำคัญกับคุณเป็นแค่อันดับรอง การขีดเส้นขอบเขตไม่ใช่การลงโทษเขา แต่เป็นการบอกกับตัวคุณเองว่า คุณรู้ว่าคุณมีค่าแค่ไหนและคุณจะปกป้องหัวใจของคุณไว้ได้ ตลอดไป!

2.2. วิธีรักตัวเองผ่านการรับผิดชอบความสุขของตัวเอง 100% (emotional accountability)

สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วสัมผัสถึงรอยยิ้มของตัวคุณเอง นี่คือวิธีรักตัวเอง ที่คุณมอบให้ตัวเองได้เสมอ คนที่รักตัวเองเป็นจะไม่เอาความสุขไปผูกไว้กับใคร สามารถสร้างความสุขและเติมเต็มตัวเองได้ทุกเวลา ส่วนคนคุย, แฟนหรือคู่ชีวิตก็คือโบนัสหรือสิทธิพิเศษ ที่เข้ามาเพิ่มความสุขให้กับชีวิตของคุณ ถ้าคุณยังสงสัยตัวเองว่าทำไมถึงชอบเอาความสุขไปผูกไว้กับคนอื่น? หรือวิธีเลิกคลั่งรักทำไงดี? อยากให้คุณได้มาเจาะลึกเรื่องการพึ่งพาทางอารมณ์กัน ที่สังคมส่วนใหญ่อาจปลูกฝังผ่านหนังหรือเพลงเอาไว้ว่า คุณคือครึ่งหนึ่งที่ตามหากันจนเจอหรือชีวิตคุณขาดเขาหรือเธอไปไม่ได้ ซึ่งในทางจิตวิทยาความรัก นั่นคือการสร้างความพึ่งพาทางอารมณ์ขั้นรุนแรง (co-dependency) ตาม bansurvival มาเจาะลึกกันทีละส่วนว่าทำไมการรับผิดชอบความสุขตัวเอง 100% ถึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

2.2.1. ทำไมการให้คู่ชีวิตเป็นเครื่องช่วยหายใจถึงขัดกับวิธีรักตัวเอง?

คิดตามง่ายๆ ว่า ถ้าเปรียบความสุขของคุณเป็นรีโมต ถ้าคุณไม่รับผิดชอบตัวเองก็เหมือนคุณกำลังยื่นรีโมตอันนี้ไปใส่มือแฟน แล้วบอกว่ากดปุ่มที่ทำให้คุณมีความสุขหน่อยนะ ผลที่ตามมาก็คือ ความคาดหวังที่หนักอึ้ง ถ้าหากแฟนของคุณเขามีเวลาให้ คุณก็ร่าเริง แต่ถ้าวันไหนเขางานยุ่ง, เขาเหนื่อยหรือเขาต้องการพื้นที่ส่วนตัวบ้าง โลกของคุณและความรู้สึกของคุณ อาจจะพังลงทันที คุณอาจรู้สึกไร้ค่าและฟูมฟาย (เหมือนคนโดนถอดเครื่องช่วยหายใจ)

จุดที่อยากให้คุณเข้าใจ อีกฝ่ายก็มีภาระที่ต้องจัดการและไม่มีคนไหนบนโลกสามารถแบกรับหน้าที่สร้างความสุขให้กับอีกคนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งวันหนึ่งถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ซ้ำๆ เขาอาจรู้สึกถึงความเหนื่อย, ความอึดอัดและรู้สึกว่าความรักครั้งนี้อันตราย เพราะสูบพลังงานชีวิตเขาไปหมด แล้วคุณล่ะ ถ้าต้องเป็นฝ่ายช่วยกดปุ่มรีโมตให้อีกฝ่ายตลอด คุณจะรู้สึกยังไง? (แล้วต้องกดปุ่มไหนก็ไม่รู้ด้วยนะ ถึงจะถูกใจ ยิ่งถ้ามีเป็นร้อยปุ่มด้วยจะทำไง? ร้อยแปดอารมณ์แบบนี้ ยุ่งแน่ๆ)

2.2.2. การรับผิดชอบความสุขตัวเอง 100% (emotional accountability) คืออะไร? ทฤษฎีเค้กกับเชอร์รี่จิตวิทยาความรักและวิธีรักตัวเอง

การรับผิดชอบความสุขตัวเอง 100% คือ การตระหนักรู้ว่าความโกรธ, ความเศร้าและความสุขของคุณ คุณต้องเป็นคนจัดการเอง เมื่อคุณมีความสุขได้ด้วยตัวเอง มีความสุขไปกับการได้กินของอร่อย, ได้ทำงานที่ชอบหรือได้มีเวลาอยู่เงียบๆ คุณจะพึ่งพาตัวเองได้ (self-sustaining) อย่างทฤษฎีเค้กกับเชอร์รี่จิตวิทยาความรักที่อธิบายว่า คนที่รักตัวเองเป็นจะทำตัวเองให้กลายเป็นเค้กและอบเค้กออกมาอร่อยด้วยตัวเองอยู่แล้ว การมีคนคุย, แฟนหรือคู่ชีวิตก็เหมือนกับการได้ลูกเชอร์รีมาวางประดับไว้บนเค้ก ที่ทำให้เค้กดูสวยและน่าทานมากขึ้น แต่ถ้าวันหนึ่งเชอร์รีลูกนั้นหล่นหายไป เค้กชิ้นเดิมก็ยังเหมือนเดิม ยังอร่อยและมีคุณค่าในตัวเองอยู่ดี ทฤษฎีนี้จึงเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า ทำยังไงถึงจะไม่เอาความสุขไปผูกไว้กับคนอื่นได้จริงๆ ตามไปดูตัวอย่างสถานการณ์จำลองในชีวิตประจำวันกับ bansurvival เพื่อให้คุณเห็นภาพการนำทฤษฎีนี้ไปใช้ให้มากขึ้น

ตัวอย่างวิธีรักตัวเองผ่านสถานการณ์จำลองทฤษฎีเค้กกับเชอร์รี่จิตวิทยาความรัก

เพื่อไขข้อสงสัยเรื่องอาการขาดความอบอุ่น คุณมาดูสถานการณ์เปรียบเทียบระหว่างคนที่รู้วิธีรักตัวเองกับคนที่เอาความสุขไปผูกไว้กับคนอื่น ผ่านทฤษฎีเค้กกับเชอร์รี่จิตวิทยาความรัก เพื่อให้คุณลดการพึ่งพาทางอารมณ์ (emotional dependency) แล้วหันกลับมารับผิดชอบความสุขของตัวเองให้ได้ ลองจินตนาการตามว่า คนจำนวนมากใช้ชีวิตเป็นแป้งดิบๆ กับไข่ไก่ ที่เทรวมกันอยู่ในชาม แล้วคาดหวังว่าแฟนหรือคู่ชีวิตจะกลายเป็นเตาอบ ที่มาช่วยอบให้ชีวิตฟูฟ่องกลายเป็นเค้กที่สมบูรณ์ แต่ปัญหาคือ ถ้าวันไหนเตาอบพังหรือเขาเดินจากไป คุณจะกลับกลายเป็นแป้งเหลวๆ ที่ทำอะไรไม่ได้มั้ยและรู้สึกไร้ค่าทันทีหรือเปล่า? แล้วถ้าคุณเป็นส่วนผสมและความสุขแบบเค้กที่อบสุกแล้วล่ะ? อะไรจะเปลี่ยนไป?

สำหรับคนที่มี self-love จะอบตัวเองจนกลายเป็นเค้กที่อร่อยที่สุดด้วยตัวเอง แล้วมีมุมมองว่าคนคุยหรือแฟน คือ เชอร์รีสีแดงสด ที่เอามาวางท็อปปิ้งไว้ข้างบน นี่จะกลายเป็นความรักที่มีความสุขและมีเสน่ห์ต่อกันสูงมาก ต่างฝ่ายต่างเสริมมูลค่าให้กัน เพราะต่างคนต่างไม่มีพลังงานของความเรียกร้องที่ทำให้อีกฝ่ายอึดอัด จึงกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระและเติบโตไปด้วยกันอย่างดีที่สุด ลองไปดูสถานการณ์จำลองในชีวิตประจำวันแบบเปรียบเทียบกันอีกนิด

สถานการณ์ที่ 1 : ในวันหยุดสุดสัปดาห์ (การจัดการความเหงาและเวลาว่าง)

วิธีรักตัวเอง สอนให้คุณรู้จักคัดกรองคนและรับผิดชอบต่ออารมณ์ของตัวเองแบบ 100%

  • ❌ แบบแป้งรอเตาอบ (เอาความสุขไปผูกไว้ที่เขา) : วันอาทิตย์นี้แฟนบอกว่าต้องไปทำธุระของครอบครัวหรือไปเตะบอลกับเพื่อน คุณอาจจะรู้สึกเคว้งคว้างทันที ไม่รู้จะทำอะไร, หงุดหงิด, น้อยใจและอาจจะส่งข้อความไปประชดว่า ทำไมไม่มีเวลาให้กันเลยหรือไม่รักคุณแล้วใช่มั้ย? (สิ่งที่เกิดขึ้น อาจเพราะคุณผลิตความสุขเองไม่ได้ ต้องรอเขามาทำให้)
  • ✅ แบบเค้กกับเชอร์รี (รับผิดชอบความสุขตัวเอง 100%) : พอแฟนบอกว่าไม่ว่าง คุณรับทราบและตอบว่า โอเค เที่ยวให้สนุกนะ! จากนั้นคุณก็หันมาใช้เวลาที่มีคุณภาพกับตัวเอง (me time) เช่น ไปคาเฟ่สวยๆ, นั่งอ่านหนังสือ, ดูซีรีส์ที่ดองไว้หรือจัดห้องใหม่ วันนั้นของคุณก็ยังเป็นวันที่ยอดเยี่ยมและมีความสุขได้ด้วยตัวเองอีกวัน (เค้กยังอร่อยอยู่) และถ้าตอนเย็นแฟนซื้อขนมมาฝากหรือแวะมาหา นั่นคือความสุขที่เพิ่มเข้ามา (ไอ่ต้าวเชอร์รี)
สถานการณ์ที่ 2 : วันที่เจอเรื่องแย่ๆ นอกบ้าน (การจัดการอารมณ์ลบ)

การเรียนรู้ วิธีเลิกคาดหวังในตัวแฟนทำยังไง? หรือเข้าใจถึงข้อดีของการอยู่คนเดียว จะช่วยเป็นจุดกำเนิดของความสุขที่ไม่มีใครพรากไปจากคุณได้

  • ❌ แบบแป้งรอเตาอบ : วันนี้คุณโดนลูกค้าวีนใส่ กลับมาถึงบ้านคุณคาดหวังให้แฟนต้องเข้ามาโอ๋ ต้องพูดคำที่ถูกต้องเป๊ะๆ เพื่อให้คุณอารมณ์ดีขึ้น แต่เผอิญวันนั้นแฟนก็เหนื่อยจากงานเหมือนกัน เลยเงียบๆ ใส่ คุณอาจวีนแตกทันทีและรู้สึกว่า คุณเจอเรื่องแย่มาทำไมเขาไม่ซัปพอร์ตใจคุณเลย! (หวังให้เขาเป็นเครื่องช่วยหายใจ)
  • ✅ แบบเค้กกับเชอร์รี : เมื่อเจอเรื่องแย่ คุณรู้ว่าตัวเองมีวิธีเยียวยาจิตใจ (self-soothing) เช่น การอาบน้ำอุ่นๆ นอนฟังเพลงหรือเขียนระบายความรู้สึก คุณเล่าเรื่องลูกค้าให้แฟนฟังเพื่อแชร์ให้เขารับรู้เฉยๆ ไม่ได้คาดหวังให้เขาต้องมารับผิดชอบแก้ไขอารมณ์ขุ่นมัวของคุณ ถ้าเขากอดและรับฟัง มันก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาก (เจ้าเชอร์รีหวานฉ่ำ) แต่ถ้าเขาเองก็เหนื่อย คุณก็ยังสามารถปลอบโยนตัวเองและผ่านคืนนั้นไปได้ (กลายเป็นเค้กที่อร่อยเหมือนเดิม)
สถานการณ์ที่ 3 : เรื่องความสวยงามและการมองเห็นคุณค่าตัวเอง

วิธีรักตัวเองผ่านการรับผิดชอบความสุขตัวเอง ที่ใช้ได้จริงในทุกสถานการณ์

  • ❌ แบบแป้งรอเตาอบ : คุณซื้อชุดมาใหม่ลองแต่งดูแล้วสวยมาก หวังว่าแฟนจะชม แต่แฟนดันไม่ทันสังเกต คุณอาจรู้สึกเฟลนิด, ความมั่นใจลดฮวบและเริ่มคิดว่า ไม่สวยเหรอหรือเขามีคนอื่นเลยไม่สนใจคุณ (คุณค่าของคุณถูกตัดสินด้วยสายตาของเขา เฉพาะในหัวของคุณเรียบร้อยแล้ว)
  • ✅ แบบเค้กกับเชอร์รี: คุณดูแลผิวพรรณและแต่งตัวสวย เพราะนี่คือการให้มอบความสุขให้กับตัวเอง คุณส่องกระจกแล้วชื่นชมตัวเองว่า คุณสวยจัง, คุณมีความสุขและมั่นใจตั้งแต่อยู่หน้ากระจกแล้ว (ก็เค้กอร่อยอ่ะ) แต่ถ้าเดินออกไปแล้วแฟนเอ่ยปากชมว่าสวยมาก นี่ยิ่งทำให้คุณยิ้มกว้างขึ้น (ถูกท็อปด้วยเชอร์รีหวานละมุน) แต่ถ้าเขายุ่งจนไม่ได้ทักคุณเลย ความสวยและความมั่นใจของคุณก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย

2.2.3. เมื่อคู่ชีวิตคือโบนัส วิธีรักตัวเองจะสร้างความสัมพันธ์แบบไหน?

คนที่รับผิดชอบความสุขตัวเองได้ จับคู่กับใครก็จะกลายเป็นคนรักที่มีเสน่ห์มากๆ เมื่อคุณเติมเต็มตัวเองได้แล้ว ความรักของคุณจะเปลี่ยนระดับไปสู่การพึ่งพาอาศัยกันอย่างมีวุฒิภาวะ (interdependence)

  • คุณรักเขาในแบบที่เขาเป็นจริงๆ : คุณจะเลิกคาดหวังให้เขาต้องทำหน้าที่อุดรอยรั่วในใจคุณ ไม่เรียกร้องความสนใจแบบผิดๆ แต่จะรักและชื่นชมในตัวตนของเขาจริงๆ
  • ความสัมพันธ์ที่มีพื้นที่หายใจ : ทั้งสองคนเป็นอิสระต่อกัน สามารถไปใช้ชีวิตของตัวเอง ไปตามหาความฝัน แล้วกลับมาแชร์ความสุขร่วมกันตอนหมดวันได้ โดยไม่มีใครต้องมานั่งระแวงว่าอีกคนจะหายไปไหน
  • มีภูมิคุ้มกันความเจ็บปวด : แม้ในวันที่ความสัมพันธ์ต้องจบลง คนที่รับผิดชอบอารมณ์ตัวเองได้ 100% จะเสียใจและร้องไห้บ้างแหละ (ก็เป็นเรื่องปกติของคนนี่นา) แต่จะไม่พัง, ไม่ตายและไม่รู้สึกว่าชีวิตนี้สูญสิ้นทุกอย่าง เพราะรู้ดีว่ายังตัวคุณเองมีเครื่องผลิตความสุขอยู่ในตัวและนี่คือวิธีเลิกยึดติดกับคนรัก 

2.3. วิธีรักตัวเองผ่านการยอมรับด้านมืด (embracing the flaws)

คนเราต่างมีทั้งด้านกลางวันและกลางคืน ยิ่งมีแสงเจิดจ้าก็ยิ่งมีเงามืด ทำให้นี่คือสเตปที่ยากที่สุดของวิธีรักตัวเอง การโอบกอดข้อเสียของตัวเองให้ได้ คือแบบทดสอบที่มาพร้อมรางวัลอันล้ำค่า เมื่อคุณกล้ายอมรับว่าตัวคุณเองมีทั้งภาพลักษณ์ที่อยากให้โลกเห็นและด้านที่เปราะบางที่พยายามซ่อนเอาไว้ เช่น ความขี้หงุดหงิด, ความกลัวหรือความไม่สมบูรณ์แบบใดๆ การยอมรับว่ามีอยู่และค่อยๆ พัฒนาแก้ไขไปโดยไม่เกลียดตัวเองจะทำให้คุณปลดล็อกชีวิต, เวลาที่มีชีวิตอยู่และความสัมพันธ์ ให้กลับมามีคุณค่าและมีความหมายมากขึ้น แล้วใครที่กำลังสงสัยว่าวิธีฮีลใจตัวเองหรือวิธีรักตัวเองเมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าทำยังไง? คุณรู้ใช่มั้ย ว่าความมืดไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยความมืด การเผชิญหน้ากับเงามืดในตัวเอง คือ เส้นทางสู่แสงสว่าง การที่คุณกล้าที่จะโชว์ความเปราะบาง (vulnerability), กล้ายอมรับว่าคุณก็มีมุมที่อ่อนแอและกล้าที่จะไม่ถูกรัก ดูแลความเกลียดชังในใจด้วยความรัก ก็เหมือนคุณสาดแสงสว่างเข้าไปในความมืด แล้วคุณจะเข้าใจการรักตัวเองและมีอำนาจเหนือความสัมพันธ์ทันที (emotional independence) แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ต้องตามไปดูต่อนะว่าทำยังไงอ่ะ บอกก่อนเดี๋ยวไม่สนุก

2.3.1. ด้านมืดไม่ใช่ความชั่วร้าย แต่มันคือความเป็นคน ที่กำลังตามหาวิธีรักตัวเอง

การฝืนสวมหน้ากากให้ดูดีตลอดเวลานั้นสูบพลังชีวิตยิ่งกว่าการยอมรับความจริง เมื่อคุณเลิกซ่อนมุมที่อ่อนแอ พลังที่เคยใช้ปกปิดหรือหลบซ่อนจะเปลี่ยนเป็นเสน่ห์ในตัวคุณขึ้นมา ซึ่งนั่นดึงดูดผู้คนได้มากกว่าความเพอร์เฟกต์

ดังนั้นด้านมืดไม่ใช่ความชั่วร้าย แต่คือสิ่งที่ยังทำให้คุณยังเป็นคน เงามืดในใจก็เป็นเพียงอารมณ์ขั้นพื้นฐานที่ใครๆ ก็ถูกสังคมสอนให้ซ่อนไว้ เช่น ความขี้อิจฉา, ความหึงหวงรุนแรง, ความขี้ระแวง, ความกลัวถูกทิ้ง, ความงี่เง่าเอาแต่ใจหรือความรู้สึกไม่เก่งพอ (insecurity) 

เมื่อคุณเผลอแสดงมุมเหล่านี้ออกมา คุณอาจจะด่าทอตัวเองหรือรู้สึกเกลียดตัวเองที่ทำตัวไม่น่ารัก นี่คือสิ่งที่ทำลายการรักตัวเอง (self-love) หากคุณอยากเปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ คุณต้องเลิกมองว่าอารมณ์เหล่านี้คือความผิด แต่ให้มองว่า นี่ก็แค่สัญญาณหนึ่ง ที่บอกว่าคุณยังมีหัวใจและเป็นอีกหนึ่งคนที่พร้อมจะเติบโต

2.3.2. วิธีรักตัวเองดูความแตกต่างยังไง? ว่ากำลังยอมรับตัวตนหรือหาข้ออ้างให้ตัวเอง

การยอมรับด้านมืดในตัวเองได้ ไม่ได้หมายถึงการอนุญาตให้ทำตัว toxic ใส่ใครก็ได้ตามใจชอบ แต่ทำไปเพื่อมีสติรู้เท่าทันตัวเอง เพื่อที่จะได้บริหารจัดการอารมณ์แย่ๆ ไม่ให้ย้อนกลับมาทำลายชีวิตคุณ ลองไปดูว่าความแตกต่างของการมีวุฒิภาวะกับการหาข้ออ้างให้กับตัวเองที่หลายคนเข้าใจผิด

  • ❌ การหาข้ออ้างเพราะไม่อยากเติบโต : ก็คุณเป็นคนอารมณ์ร้อนแบบนี้แหละ ถ้ารักคุณจริง ก็ต้องรับให้ได้! (นี่คือการเอาข้อเสียตัวเองไปฟาดคนอื่นและปฏิเสธที่จะเติบโต)
  • ✅ การยอมรับ : คุณรู้ตัวนะว่าตอนนี้คุณกำลังหึงและงี่เง่ามากๆ คุณรู้ว่านี่เป็นข้อเสียของคุณ ขอคุณไปสงบสติอารมณ์จัดการความรู้สึกตัวเองแป๊บนึงก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาคุยกันด้วยเหตุผล (นี่คือการมองเห็นอารมณ์ลบในตัวเอง ยอมรับว่ามันมีอยู่ แต่ไม่ยอมให้อารมณ์แย่ๆ มาควบคุมตัวเอง)

2.3.3. ทฤษฎีเด็กน้อยที่กำลังงอแง (inner child คืออะไร) และวิธีรักตัวเอง

ถ้าคุณได้รู้ว่าข้อเสียหรือด้านมืดของคุณ แท้จริงก็คือ เด็กน้อยคนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในใจคุณ เด็กคนนั้นไม่ได้ตั้งใจจะร้ายแถมยังน่ารักอีกด้วย แต่แค่เขากำลังหวาดกลัวและเจ็บปวดจากบาดแผลในอดีต คนที่รู้วิธีรักตัวเองจะไม่หยิบไม้เรียวขึ้นมาตีเด็กคนนี้หรือเอาแต่ตำหนิเด็กน้อยอยู่ซ้ำๆ ให้รู้สึกแย่เพิ่มขึ้นไปอีก แต่จะเดินเข้าไปสวมกอดเด็กคนนั้น แล้วบอกว่าไม่เป็นไรเลยนะที่จะรู้สึกแบบนี้ เลือกใช้ความเข้าใจแล้วค่อยๆ จับมือกัน ปรับปรุงแก้ไขไปด้วยกัน นี่คือหัวใจสำคัญของวิธีจัดการ inner child ที่กำลังงอแง เพื่อเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ที่มีเมตตาต่อตัวเอง bansurvival อยากให้คุณลองไปดูตัวอย่างเสียงตะโกนจากเด็กน้อยในใจคุณว่าเป็นแบบไหน?

  • เมื่อคุณบ้างานหรือต้องทำเป็นเก่งตลอดเวลา (overachiever) : เด็กน้อยคนนั้นไม่ได้แค่ขยัน แต่เขากำลังกดดันตัวเองอย่างหนัก พยายามแทบตายเพราะเชื่อว่า ถ้าคุณไม่มีผลงานที่ยอดเยี่ยม คุณก็ไม่มีค่าอะไรให้ใครจดจำ (กลัวความล้มเหลวเพราะผูกค่าของตัวเองไว้กับความสำเร็จ)
  • เมื่อคุณอยากพยายามเอาใจคนอื่นจนเกินพอดี (people pleaser) : เด็กน้อยคนนั้นกำลังกระซิบว่า คุณต้องทำตัวให้มีประโยชน์บ้างนะ ไม่งั้นคุณจะไม่มีค่าพอให้ใครมารัก
  • เมื่อคุณชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น (social comparison) : เด็กน้อยคนนั้นกำลังสั่นคลอนและถามว่า คุณดีพอหรือยัง? คุณต้องเป็นเหมือนคนนั้นใช่มั้ย? ใครๆ ถึงจะรักคุณ? (เพราะเคยถูกเลี้ยงมาด้วยการถูกเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอ)
  • เมื่อคุณเกิดความรู้สึกระแวง (insecurity) : เด็กน้อยคนนั้นไม่ได้อยากจับผิด แต่เขากำลังรู้สึกว่า คุณกำลังกลัวถูกทิ้งเหมือนในอดีต ช่วยยืนยันให้มั่นใจที ว่าคุณยังสำคัญ!
  • เมื่อคุณรู้สึกผิดตลอดเวลา (chronic guilt) : เด็กน้อยกำลังบอกว่าคุณกลัวเป็นภาระ คุณกลัวทำให้คนอื่นลำบาก ถ้าใครไม่พอใจ คุณต้องเป็นคนผิดแน่ๆ เลย (เกิดจากการถูกปลูกฝังให้ต้องรับผิดชอบความรู้สึกคนอื่นจนเกินตัว)
  • เมื่อคุณรู้สึกอิจฉา (envy) : เด็กน้อยคนนั้นไม่ได้นิสัยไม่ดีที่เห็นคนอื่นได้ดีกว่า แต่เขากำลังรู้สึกขาดและหวาดกลัวว่า พื้นที่ยืนของคุณกำลังจะหายไปมั้ย? ถ้าคนอื่นเก่งกว่าหรือทำไมคุณถึงไม่ได้รับความรักแบบที่เขาได้บ้าง?
  • เมื่อคุณเกิดความรู้สึกโกรธเกรี้ยว (rage) : เด็กน้อยคนนั้นกำลังร้องไห้ฟูมฟายเพราะรู้สึกว่า ทำไมไม่มีใครเห็นใจคุณเลย ทำไมคุณถึงไม่มีตัวตนในสายตาคนอื่น!
  • เมื่อคุณชอบประชดประชัน (passive-aggressive) : เด็กน้อยคนนั้นไม่ได้อยากเป็นคนนิสัยเสีย แต่เขากำลังกลัวการพูดตรงๆ เพราะในอดีตเคยพูดความจริงแล้วไม่มีใครฟัง เขาเลยทำได้แค่เรียกร้องความสนใจแบบเงียบๆ เพื่อสื่อสารความเจ็บปวดผ่านการประชดประชัน เผื่อมีใครรับฟังว่าเขากำลังเจ็บ เขาอยากให้ใครๆ ช่วยสนใจคุณหน่อย ช่วยเข้าใจความเจ็บปวดที่คุณไม่กล้าพูดออกมาที!
  • เมื่อคุณเกิดความรู้สึกไม่กล้าตัดสินใจ (indecisiveness) : เด็กน้อยคนนั้นกำลังสั่นกลัว อาจเพราะเคยถูกดุเวลาทำพลาด เขาเลยพยายามบอกคุณว่า กลัวทำพัง แล้วกลัวคนจะไม่รักคุณ ถ้าคุณไม่เพอร์เฟกต์ ไม่เก่งอะไรเลย!
  • เมื่อคุณรู้สึกเหงาแม้จะอยู่ท่ามกลางคนมากมาย (loneliness) : เด็กน้อยกำลังบอกว่า ไม่มีใครรักคุณที่เป็นคุณจริงๆ ทุกคนรักแค่หน้ากากที่คุณสวมไว้
  • เมื่อคุณรู้สึกเฉยชาหรือไม่รู้สึกอะไรเลย (numbness) : เด็กน้อยกำลังบอกว่าคุณเจ็บมามากจนไม่อยากรู้สึกอะไรแล้ว คุณขอทำตัวแข็งๆ แบบนี้แหละ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจ็บอีก (เป็นกลไกการป้องกันตัวเองแบบแช่แข็งอารมณ์)
  • เมื่อคุณกลัวความสัมพันธ์ที่จริงจัง (avoidant) : เด็กน้อยคนนั้นกำลังพยายามสร้างกำแพงขึ้นมา เพียงเพราะกลัวว่า ถ้าคุณเปิดใจให้ใครเข้ามาจริงๆ แล้ววันหนึ่งเขาหายไป คุณจะแตกสลายจนรับไม่ไหว (การผลักคนอื่นออกคือวิธีที่เขาใช้ปกป้องตัวเอง)
  • ลองสังเกตดูว่าเสียงไหนที่กำลังดังอยู่ในใจคุณตอนนี้? ไม่ต้องรีบตัดสิน ไม่ต้องรีบแก้ไข แค่รับฟังเด็กน้อยคนนั้นด้วยความใจดีก็พอและแทนที่จะตำหนิตัวเอง ให้เดินเข้าไปกอดเด็กคนนั้นแล้วบอกว่าพื้นที่ของคุณมีอยู่เสมอ, ความสำเร็จของคนอื่นไม่ได้ลดทอนคุณค่าในตัวคุณนะ, ทุกความสำเร็จของใครล้วนเป็นเรื่องน่ายินดีและไม่ลดทอนคุณค่าของคุณเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะคุณเองก็คู่ควรกับสิ่งดีๆ ไม่แพ้ใครเลย จงขอบคุณความรู้สึกและเลิกด่าตัวเอง เมื่อคุณเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีกับเด็กน้อยในใจตัวเองได้แล้ว คุณจะสัมผัสถึงความความมั่นคงทางอารมณ์ขั้นสูงสุด คุณจะพบว่าคุณไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาเติมเต็มความรักให้คุณอีกต่อไป เพราะคุณได้มอบความรักที่สัตย์จริงที่สุดให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว

2.3.4. เมื่อคุณโอบกอดด้านมืดได้ด้วยวิธีรักตัวเอง ความรักที่แท้จริงจะเกิดขึ้น

นอกจากการโอบกอดเด็กน้อยในใจแล้ว ในทุกๆ วันที่คุณต้องเผชิญกับโลกแห่งความจริง การคุยกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแบบเพื่อนรัก คือสิ่งที่จะประคองใจคุณไว้ได้ดีที่สุด วิธีรักตัวเองในวันที่คุณยังเกลียดข้อเสียของตัวเอง ให้สวมกอดทุกอารมณ์ความรู้สึกของคุณโดยไม่มีข้อแม้ ตราบใดที่คุณยังเกลียดข้อเสียของตัวเอง คุณจะใส่หน้ากากแห่งความเพอร์เฟกต์เวลาที่อยู่กับใครๆ อยู่เสมอและแม้แต่คนรักของคุณเอง เพราะคุณกลัวว่าถ้าเขาเห็นมุมแย่ๆ ของคุณ เขาจะทิ้งคุณไป (ซึ่งการใส่หน้ากากตลอดเวลามันเหนื่อยแทบขาดใจ คุณไม่อยากปล่อยบ้างเหรอ?) 

แต่ถ้าคุณโอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเองได้ คุณจะกล้าเปลือยตัวตน (vulnerability) ให้เขาเห็น คุณจะกล้าบอกเขาตรงๆ ว่า คุณมีมุมที่เปราะบางแบบนี้นะ คุณกำลังพยายามแก้มันอยู่และที่น่าแปลกใจที่สุดก็คือ เมื่อคุณให้อภัยความไม่เพอร์เฟกต์ของตัวเองได้ คุณจะเริ่มให้อภัยและเข้าใจข้อเสียของคู่ชีวิตได้ลึกขึ้นเช่นกัน คุณจะรักเขาในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกันกับคุณ ไม่ใช่รักเขาในฐานะเจ้าชายหรือเจ้าหญิงที่ห้ามทำผิดพลาดเลย

การรักตัวเองไม่ใช่การหลอกตัวเอง ไม่ใช่การบอกหน้ากระจกทุกวันว่า คุณสวย, คุณดูหล่อ, คุณมันเท่, คุณมันเก่งหรือคุณเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง แต่คือการสบตาตัวเองในวันที่ตาบวมเป่งจากการร้องไห้หรือในวันที่แย่ที่สุด แล้วยังสามารถพูดคำว่า รักและภูมิใจในตัวเองได้อยู่นะและพูดได้อย่างเต็มปากเลย แล้วคุณจะเลิกสงสัยว่าทำไมคุณถึงให้อภัยคนอื่นง่ายกว่าให้อภัยตัวเอง เพราะในที่สุดถ้าคุณเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดให้กับตัวเองได้ คุณก็จะเริ่มให้อภัยกับตัวเองได้ง่ายขึ้น ไปต่อเลยมั้ย?

2.4. วิธีรักตัวเองด้วยการเป็นเพื่อนสนิทของตัวเอง (self-compassion)

คนที่พูดคุยกับตัวเองด้วยความอ่อนโยน จะสามารถฟื้นตัวจากความผิดหวังได้เร็วกว่าและมีแนวโน้มที่จะมีความมั่นคงทางอารมณ์สูงกว่าคนที่ชอบโทษตัวเองเสมอ วิธีรักตัวเองเวลาที่คุณทำผิดพลาด โดยปกติแล้วคุณจะกล่าวโทษหรือตำหนิตัวเองรุนแรงกว่าที่คนอื่นเขาด่าคุณเสียอีก ลองสัมผัสถึงความอุ่นใจเมื่อคุณเริ่มอนุญาตให้ตัวเองทำพลาดได้บ้าง เพราะการรักตัวเองคือ การให้อภัยตัวเองเป็น, กอดตัวเองในวันที่ทำพลาดและพูดกับตัวเองด้วยความอ่อนโยน เหมือนที่คุณพูดกับเพื่อนสนิทที่กำลังร้องไห้ แบบนั้นแหละ

วิธีรักตัวเองในตอนที่เสียงวิจารณ์ในหัว (the inner critic) ดังขึ้น ในวันที่คุณกำลังจะก้าวออกจาก comfort zone สมองของคุณอาจสร้างเสียงด่าทอขึ้นมามากมาย แต่ไม่ใช่เพราะคุณไม่เก่ง แต่นี่เป็นกลไกเอาตัวรอดของร่างกายคน ทำเพื่อขู่ให้คุณกลัวและกลับไปอยู่ในเซฟโซนแบบเดิม การรู้ทันเสียงเหล่านี้ คือกลโกงทางจิตวิทยาที่คนเก่งๆ ใช้เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง หากคุณเข้าใจได้และคอยใจดีกับตัวเอง (self-compassion) นี้จะกลายเป็นทักษะชีวิต (life skill) ที่ทรงพลังมากที่สุดทักษะหนึ่ง โดยเฉพาะกับคนที่มีความรับผิดชอบสูงหรือคนที่ต้องคอยบริหารจัดการงานและโปรเจกต์ต่างๆ ที่มีแนวโน้มกดดันและดุตัวเองเก่งเป็นพิเศษ เพื่อให้คุณค้นหาคำตอบว่า วิธีให้อภัยตัวเองเวลาทำพลาดต้องทำยังไง? ตามมาแกะรอยเรื่องนี้กันทีละสเตปกับ bansurvival กัน คุณจะได้มีวิธีกอดตัวเองในวันที่เหนื่อยล้าได้จริงๆ

2.4.1. ทำไมคุณถึงด่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น? อุปสรรคของวิธีรักตัวเอง

รู้มั้ยว่า คนเราเหมือนมีผู้พิพากษาประจำตัวอยู่ในหัวเสมอและในเวลาที่ทำพลาด เช่น ตัดสินใจเรื่องงานพลาด, พูดจาไม่ดีใส่คนอื่นหรือทำเป้าหมายที่ต้องการหลุดลอยไป นั่นทำให้เสียงในหัวที่พร่ำบ่นคำแย่ๆ ของคุณเริ่มทำงานทันที หากคุณเชื่อลึกๆ ว่าการเฆี่ยนตีตัวเองจะทำให้คุณพัฒนาและไม่ทำพลาดอีก นั่นอาจเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะในความเป็นจริงแล้ว การตำหนิตัวเองกลับทำให้คุณหมดพลัง, หวาดกลัวการเริ่มต้นใหม่และทำลายการเคารพตัวเอง (self-esteem) อย่างรุนแรง ถ้ารู้แบบนี้แล้ว คุณควรทำยังไงต่อจากนี้ต่อไป?

2.4.2. วิธีเปลี่ยนบทบาทจากผู้พิพากษาเป็นเพื่อนสนิทด้วยวิธีรักตัวเอง

การเป็นเพื่อนสนิทของตัวเอง (self-compassion) ไม่ใช่การเข้าข้างตัวเองแบบผิดๆ หรือหลอกตัวเองว่าคุณไม่ได้ทำพลาด แต่คือการเปลี่ยนน้ำเสียงที่คุณใช้คุยกับตัวเองเป็นแบบเพื่อนสนิทที่เข้าใจกัน ลองจินตนาการว่า ถ้าเพื่อนสนิทที่สุดของคุณเดินร้องไห้มาหา แล้วบอกว่าทำงานพลาดโปรเจกต์ใหญ่พังหมดเลย รู้สึกแย่มาก คุณจะทำยังไง? คุณก็อาจจะกอดเพื่อนหรือลูบหลัง แล้วบอกว่าไม่เป็นไรนะเว้ย แกทำดีที่สุดแล้ว เดี๋ยวค่อยเอาใหม่ คำถามคือ แล้วทำไมเวลาที่คุณล้มบ้าง ทำพลาดบ้าง คุณถึงไม่ยอมพูดประโยคที่แสนจะอบอุ่นแบบนี้กับตัวคุณเองล่ะ? แต่ ในตอนนี้คุณได้เคล็ดลับวิธีพูดกับตัวเองเวลาทำผิดพลาดให้รู้สึกดีขึ้นแล้วนะ (กอดๆ นะ กอดคุณแน่นๆ เลย)

2.4.3. ทฤษฎี 3 ขั้นตอนในการกอดตัวเอง (วิธีรักตัวเองตามหลักจิตวิทยา)

การให้อภัยตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก หากคุณใจดีกับตัวเองมากพอ ไม่จำเป็นต้องคอยวิ่งตามหาใครมาช่วยพยุงตอนคุณล้ม เพราะคุณรู้ดีว่า ไม่ว่าโลกจะใจร้ายแค่ไหน? ก็จะมีตัวคุณเองนี่แหละ ที่พร้อมจะกอดตัวคุณไว้เสมอ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกแย่, ทำผิดพลาดหรือรู้สึกไม่เก่งพอ ให้ลองฝึกซ้อม
วิธีทำดีและวิธีพูดกับตัวเองเวลาทำผิดพลาดให้รู้สึกดีขึ้น ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

ขั้นที่ 1 มีสติรับรู้ความเจ็บปวด (mindfulness)

หยุดวิ่งหนีความรู้สึกตัวเองแบบไม่ต้องทำฟอร์มเป็นเข้มแข็ง ให้ยอมรับกับตัวเองตรงๆ เลยว่า ตอนนี้คุณกำลังรู้สึกแย่มากๆ และคุณกำลังเจ็บปวด การยอมรับความรู้สึกคือจุดเริ่มต้นของการเยียวยา (ให้กำลังใจคุณนะ เอาใจช่วยคุณอยู่นะ)

ขั้นที่ 2 ตระหนักถึงความเป็นคน (common humanity)

บอกตัวเองว่าความผิดพลาด, ความอ่อนแอหรือความล้มเหลว เป็นแพ็กเกจพิเศษที่ติดตัวทุกคนบนโลกใบนี้มาตั้งแต่เกิด ดังนั้นคุณไม่ได้กำลังเจ็บปวดอยู่คนเดียว ยังมีคนอีกนับล้านที่ไม่ว่าอยู่ในสถานะไหนต่างก็กำลังร้องไห้อยู่และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้หรือความผิดพลาดใดๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ได้แปลว่าคุณไม่ดี แต่นี่แปลว่าคุณคือคนธรรมดาคนหนึ่งที่เจ็บได้และร้องไห้เป็นเหมือนกันกับทุกๆ คน (เป็นกองเชียร์ฝั่งคุณเสมอนะ)

ขั้นที่ 3 มอบความเมตตาให้ตัวเอง (self-kindness)

นี่คือจังหวะของการเป็นเพื่อนสนิทให้กับตัวคุณเอง ลองเอามือจับที่หน้าอกตัวเอง สูดหายใจลึกๆ แล้วพูดประโยคดีๆ ให้ตัวเองอย่างเข้าใจ เช่น คุณเหนื่อยมามากแล้วนะ อนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอบ้างก็ได้ ไม่เป็นไรเลยที่วันนี้มันจะแย่ มันก็แค่เรื่องของวันนี้ ยังมีพรุ่งนี้ให้เริ่มใหม่ แค่นี้คุณจะได้อยู่ข้างๆ ตัวเองแบบเพื่อนจริงๆ

เคล็ดลับเพิ่มเติมวิธีรักตัวเองผ่านความเห็นอกเห็นใจตัวเอง (self-compassion)

วิธีรักตัวเอง คือ การอนุญาตให้ตัวเองเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ สร้างพื้นที่ปลอดภัยในหัวใจคุณตั้งแต่วันนี้ ก้าวข้ามทุกคำตัดสินและเห็นอกเห็นใจตัวเองเสมอ! นี่เป็นวิธีฮีลใจตัวเองที่ทรงพลัง

สรุปกฎแห่งแรงดึงดูดวิธีรักตัวเองที่ช่วยดึงดูดความสัมพันธ์ดีๆ

คนที่กล้าขีดเส้นขอบเขตและรู้คุณค่าของตัวเองอย่างแท้จริงนั้นหาได้ยาก แต่ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากวิธีรักตัวเอง หากคุณตั้งคำถามว่าการรักตัวเองช่วยดึงดูดความรักที่ดีได้ยังไงหรือทำยังไงให้เขากลัวเสียคุณไป? bansurvival ขอไม่ตอบคุณ แต่จะบอกเล่าเรื่องราวของกฎแรงดึงดูดความรักให้คุณฟังแทน เมื่อคุณรักตัวเองมากพอ คุณจะดึงดูดและยอมรับเฉพาะความรักที่เท่ากับระดับที่คุณรักตัวเอง แต่ถ้าคุณยังไม่เคารพตัวเอง คุณก็จะยอมทนกับความสัมพันธ์แย่ๆ เพราะคิดว่าคุณคงหาดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว แต่ถ้าคุณมี self-love ที่มั่นคง เมื่อนั้นความรักที่แท้จริงและพอดีกับคุณ คนที่รักคุณจากใจและสิ่งดีๆ จะเข้ามาหาคุณเอง แต่ถึงแม้ว่าคุณยังมีบาดแผล คุณเจ็บปวดจากอดีตมามาก เพียงคุณได้เริ่มต้นรักตัวเองอีกครั้ง ชีวิตคุณจะเจ็บปวดน้อยลง ถึงแม้ว่าทุกการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คุณอยากลองดูหน่อยมั้ย? bansurvival คอนเฟิร์ม แค่เริ่มทีละนิด หลังจากนี้คุณจะมีความสุขมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น จริงๆ

สรุปโดย bansurvival

ถ้ารู้วิธีรักตัวเอง คุณจะเลิกเหนื่อยกับการวิ่งตามหาใครมาเติมเต็มและที่สำคัญที่สุด เมื่อคุณเต็มอิ่มจากข้างใน คุณจะเริ่มดึงดูดคนที่เป็นเชอร์รีคุณภาพสูงเข้ามาในชีวิตโดยอัตโนมัติ นี่ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นจิตวิทยาความรักที่คุณสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเองและความลับขั้นสุดยอดของกฎแรงดึงดูดความรัก คือ คุณไม่สามารถหลอกพลังงานของตัวเองได้ ด้วยการพยายามทำตัวหยิ่งหรือเล่นตัวเพื่อให้ดูแพง นี่อาจจะดึงดูดได้แค่คนที่ชอบเอาชนะ แต่การรักและเคารพตัวเองจากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ ต่างหาก คือตัวกรองชั้นดีที่ทำหน้าที่ผลักคนที่ไม่ใช่ออกไปและดึงดูดเฉพาะคนที่พร้อมจะมอบความรักที่แท้จริงให้กับคุณ! ขอบคุณที่ร่วมเดินทางเจาะลึกจิตใจและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับหัวใจไปกับ bansurvival ขอให้คุณส่งสัญญาณความสุขออกมาจากตัวเองเสมอ ที่สุดแล้วการเข้าใจทฤษฎีความรักและเรียนรู้วิธีรักตัวเองเมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า จะทำให้คุณเคารพตัวเองเป็นและเลิกถามตัวเองว่าวิธีรักตัวเองให้เป็นทำยังไง? เพราะในวันนี้คุณได้เข้าใจแล้วว่าคุณคือ เค้กที่มีเอกลักษณ์และมีรสชาติอร่อยในแบบของตัวเอง ด้วยตัวของคุณเอง คุณไม่ได้ต้องการใครเพื่อความอยู่รอด แต่คุณจะเลือกเฉพาะคนที่เข้ามาแล้วทำให้ชีวิตคุณมีความสุขและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเท่านั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปขอให้คุณไปสู่เวอร์ชันใหม่ที่มีความสุขและไม่มีใครกล้าปฏิเสธคุณ สุดท้ายแล้ว ถ้าคนเราได้รู้จักการรักตัวเองมากกว่านี้ หลายคนจะอยากเป็นคนใจดีและอยากปฏิบัติต่อกันให้ดีมากขึ้นกว่านี้ เพราะรู้คุณค่าของการมีกันและกันว่าดีขนาดไหน? แต่เหนือสิ่งอื่นใดความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic relationship) ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากคนใจร้าย แต่เกิดจากคนที่มีบาดแผลมาเจอกัน แล้วต่างฝ่ายต่างเอาข้อเสีย (หรือโหมดเด็กน้อยที่กำลังงอแง) ไปฟาดใส่กัน ซึ่งบางทีคนเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะใจร้าย แต่แค่ใจร้ายเพราะคาดหวังว่า จะมีใครสักคนเข้าใจความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นข้างในและอยากให้ใครสักคนกล้าเข้ามาช่วยรักษาแผลใจให้ได้สักที ถ้าคุณเยียวยาตัวเองได้ในวันนี้ จะมีอีกหลายคนที่ได้ชิมความอร่อยจากเค้กที่คุณตั้งใจอบขึ้นมาด้วยความรัก คุณจะไม่ได้ดึงดูดแค่ที่พึ่งพิงทางใจหรือใครต่อใครเข้ามา แต่คุณจะเข้าใจพร้อมๆ กับดึงดูดคนที่อยากเคียงคู่คุณไปนานๆ แล้ววางเชอร์รีให้กันด้วยความทะนุถนอมและเคารพซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

โคมไฟมู๊ดดี
ซื้อสินค้าผ่าน Shopee (ลิงก์พาร์ทเนอร์-ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
เจลปรับอากาศให้บ้านหอม
ซื้อสินค้าผ่าน Shopee (ลิงก์พาร์ทเนอร์-ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)

ผู้เขียน

Scroll to Top
ภาพรวมความเป็นส่วนตัวนะเธอ
เว็บไซต์นี้ชั้นใช้คุกกี้ก็เพื่อ
ให้เว็บไซต์มอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด 
ดังนั้นชั้นเอาไปทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ 
เพราะข้อมูลคุกกี้จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์
หรือบนคอมของเธอหรือมือถือของเธอนั่นแหละ
 จะทำให้เกิดการจดจำและเข้าสู่เว็บไซต์ได้เร็วขึ้น 
 เมื่อเธอกลับมาที่หน้าเว็บไซต์ซ้ำอีกครั้ง
และยังเป็นการสนับสนุนชั้นและทีมของชั้น
ให้มีกำลังใจในการพัฒนาเว็บไซต์
และหาข้อมูลดีๆ มาให้เธออ่านอีก จบเนอะ!